ความเป็นมาของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

            เป็นองค์กรวิชาชีพที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พุทธศักราช 2556 ซึ่งได้ออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับกฤษฎีกา เล่ม 130 ตอนที่ 8 ก วันที่ 24 มกราคม พ.ศ.2556 และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป คือวันที่ 25 มกราคม 2556 ถือเป็นกฎหมายโดยสมบูรณ์     

ประวัติสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

            การดำเนินงานของสาขาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ มีการพัฒนาร่วมกันเป็นระยะ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ (กสค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย สถาบันการศึกษา ได้แก่ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์และสวัสดิการสังคม มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ รวมถึงสมาคมวิชาชีพในสายการแพทย์ ได้แก่ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์การแพทย์ไทย สมาคมนักสังคมสงเคราะห์จิตเวช ได้ร่วมมือกันผลักดันให้มีการส่งเสริมมาตรฐานการปฏิบัติงานของนักสังคมสงเคราะห์มาอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากการดำเนินงานของนักสังคมสงเคราะห์มาจากกระทรวงหน่วยงานที่หลากหลาย การพัฒนามาตรฐานวิชาชีพจึงขึ้นกับความรับผิดชอบของกระทรวงแต่ละสังกัดที่แตกต่างกันไป การรวมตัวกันจึงมีเป้าหมายให้เกิดการผลักดันให้วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ได้รับการยอมรับในมาตรฐานคุณภาพของการทำงาน และมีองค์กรที่ทำหน้าที่ควบคุมการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ตามกฎหมาย   

การพิจารณาความเป็นวิชาชีพของงานสังคมสงเคราะห์ มีหลักในการพิจารณาหลายองค์ประกอบ

องค์ประกอบที่สำคัญที่ยืนยันว่าการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์มีความเป็นวิชาชีพ ได้แก่ (อภิญญา เวชยชัย,2555)

1) การสังคมสงเคราะห์ เป็นวิชาชีพที่ต้องมีศาสตร์หรือองค์ความรู้ ที่จะทำความเข้าใจมนุษย์และสภาพแวดล้อมทางสังคม อย่างลึกซึ้ง ทั้งสาเหตุแห่งปัญหา พลังความเข้มแข็งของผู้ประสบปัญหา และทรัพยากรที่จะเชื่อมโยงมาใช้ในการแก้ไข ป้องกันปัญหา ให้สามารถทำหน้าที่และอยู่ร่วมในสังคมอย่างปกติสุข เป็นการทำงานกับมนุษย์ที่มีความหลากหลาย มีแนวคิดทฤษฎีเชื่อมโยงกำกับในการทำงานกับผู้ใช้บริการอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ องค์ความรู้มีการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาอย่างเป็นพลวัต ไม่หยุดนิ่ง

2) การสังคมสงเคราะห์ เป็นวิชาชีพที่มีศิลปะในการทำงาน ศิลปะหมายถึง

ความสามารถในการใช้วิธีการทำงานที่เหมาะสม มีกระบวนการ ขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ขณะเดียวกันก็มีทักษะหรือเทคนิคในการผสมผสานความรู้ต่างๆ นำมาใช้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์ เวลา สภาพปัญหา สภาพแวดล้อม ทรัพยากรและศักยภาพในตัวตนของผู้ใช้บริการ

3) เป็นวิชาชีพที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของตน  ทำงานโดยใช้ทฤษฎีและความรู้ทาง

สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ผสานกับทฤษฎีการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ มีความสามารถในการจัดการทรัพยากร  มีการใช้ทักษะเชิงลึกที่มีความเป็น “มืออาชีพ” และมีเครื่องมือทางวิชาชีพในการประเมินและวินิจฉัยปัญหาของผู้ใช้บริการในการทำงาน

4) มีหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพ เป็นหลักปฏิบัติที่ถือเป็นจริยธรรมและค่านิยมในการ

ทำงาน เป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับความประพฤติ คุณธรรมของการปฏิบัติงาน หลักจรรยาบรรณทางวิชาชีพมีการศึกษาและผ่านการยอมรับในฐานะที่เป็นหลักจรรยาบรรณทางสากล เป็นหลักเกณฑ์ที่มาจากจรรยาบรรณวิชาชีพของสมาคมนักสังคมสงเคราะห์อเมริกา ( National Association of Social Works- NASW) และได้มีการนำมาปรับใช้เป็นข้อปฏิบัติในการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติงาน เช่น การทำงานด้วยความเคารพในสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้บริการ ไม่ตัดสินหรือเลือกปฏิบัติด้วยอคติส่วนตนของนักสังคมสงเคราะห์ การรักษาความลับของผู้ใช้บริการ ฯลฯ เป็นต้น

5) มีวิธีการทำงานที่มีความชัดเจน มีแนวทางการปฏิบัติที่ใช้วิธีการหลากหลาย

สามารถสร้างทางเลือกใหม่ๆในการทำงานกับมนุษย์ นำไปสู่การป้องกันและแก้ไขปัญหา การคุ้มครองสวัสดิภาพและความมั่นคงในชีวิต การเฝ้าระวัง การพัฒนาบุคคล กลุ่มคน ชุมชน รวมทั้งการทำงานกับประชาคม เครือข่ายต่าง ๆ อันนำไปสู่การให้บริการที่ทั่วถึง เป็นธรรม และการรักษาสิทธิประโยชน์ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้บริการ

6) มีองค์กรที่ทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิในความเป็นวิชาชีพ ได้แก่ สภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

และ สมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้รับการยอมรับจากสมาชิก และองค์กรวิชาชีพมีบทบาทและกิจกรรมในการส่งเสริมความรู้ คุณภาพการปฏิบัติงานของสมาชิกอย่างต่อเนื่องตามนโยบายหรือข้อกำหนดตามกฎหมาย

7) จำนวนสมาชิกองค์กรวิชาชีพ มีจำนวนที่เหมาะสม มีการรวมตัวกันทำกิจกรรมร่วมกัน และสมาชิกมีส่วนร่วมในการทำงานกับองค์กรวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอ

            หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นหลักการพิจารณาร่วมกันว่างานสังคมสงเคราะห์มีความเป็นวิชาชีพ และเพื่อที่จะรักษาองค์ประกอบของความเป็นวิชาชีพดังกล่าวให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีองค์กรทางวิชาชีพเป็นตัวขับเคลื่อนพัฒนางาน และเป็นองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ

กระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมาย

            คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในหลักการของ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... และสภาผู้แทนราษฎรได้รับหลักการร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ... ในวาระที่หนึ่ง เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2555 และได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... รวมถึงมีการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในวันที่ 12 มีนาคม 2555 เพื่อให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และส่งผลให้คณะกรรมาธิการฯ ได้มีข้อมูลในการพิจารณา ร่าง พระราชบัญญัติวิชาชีพฯพ.ศ... ที่เหมาะสม มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพและระบบสวัสดิการอย่างแท้จริง ต่อมา ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ....  ได้เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาและมีมติผ่านเป็นที่เรียบร้อย จากนั้นตามกระบวนการทางนิติบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. ....  ได้เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง และมีมติผ่านการพิจารณาเช่นกัน  จากหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พุทธศักราช 2556 ระบุว่า

 

 “..เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการปฏิบัติหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นและครอบคลุมไปหลายด้าน ประกอบกับมีกฎหมายหลายฉบับได้กำหนดหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ในการปฏิบัติงานซึ่งเกี่ยวข้องกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเฉพาะผู้ประสบปัญหาในการดำรงชีวิตให้สามารถกระทำหน้าที่ทางสังคมและดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข สมควรให้มีองค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ในรูปของสภาวิชาชีพ เพื่อควบคุมมาตรฐานและจรรยาบรรณการประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพสังคมสงเคราะห์มีคุณภาพและมาตรฐาน และมีความก้าวหน้าในวิชาชีพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้”

 

สาระสำคัญของกฎหมายวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

            สาระสำคัญที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิชาชีพ มีนัยสำคัญหลายประการ ได้แก่

  • การกำหนดโครงสร้างขององค์กรวิชาชีพ “สภาวิชาชีพ” ทำหน้าที่ดูแล ควบคุม พัฒนา นักวิชาชีพให้มีคุณภาพ ปฏิบัติงานอย่างมีจรรยาบรรณ
  • สภาวิชาชีพ จะกำหนดหลักเกณฑ์ในการพัฒนามาตรฐานคุณภาพ การออกใบอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพรับอนุญาต กำหนดมาตรฐานการให้บริการ จัดทำหลักสูตรการฝึกอบรมความรู้ในการพัฒนาการทำงาน ส่งเสริมการศึกษา วิจัย เพื่อประโยชน์ในการพัฒนางาน และพิทักษ์สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบวิชาชีพ
  • องค์ประกอบของคณะกรรมการสภาวิชาชีพ มาจากผู้แทนของหน่วยงานที่มีนักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติงาน (ภาครัฐ และ องค์กรสาธารณประโยชน์) และ การเลือกกันเองของสมาชิกที่มีคุณสมบัติเหมาะสม จำนวนกลุ่มละเท่า ๆ กัน
  • คณะกรรมการสภาวิชาชีพ จะแต่งตั้ง คณะกรรมการจรรยาบรรณ เพื่อวางข้อกำหนดเชิงจรรยาบรรณ และสอบสวนกรณีมีการร้องเรียนเรื่องประพฤติผิดจรรยาบรรณ

ระยะเริ่มแรกของสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์

            ในระยะแรกของการจัดตั้งสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ได้รับการอนุเคราะห์จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ใช้พื้นที่ของหน่วยงานของกระทรวงเป็นสถานที่ทำการชั่วคราว โดยมีการใช้พื้นที่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ และบ้านราชวิถี ในสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามลำดับ 

อ่านแล้ว 4953 ครั้ง ปรับปรุงล่าสุดเมื่อ วันพุธ, 19 มีนาคม 2557 15:33
ให้คะแนนบทความนี้
(2 ผู้ให้คะแนน)
ลงทะเบียนเข้าเว็บก่อนแสดงความเห็น